Tonkla No Bullying

มีคำกล่าวว่า “It takes a village to raise a child.”
การเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องอาศัยคนทั้งหมู่บ้าน

การเติบโตของเด็กคนหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่หรือครูเพียงลำพัง แต่เกิดจากผู้คน รอบตัวเขาทั้งหมด ทั้งครอบครัว โรงเรียน เพื่อน ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ รู้สึกว่า เขาเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

แต่บางครั้ง อาจมีใครบางคน ที่ทำให้คนหนึ่งคน รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลง …

คำพูดที่ดูเหมือนเป็นเรื่องสนุก การล้อเลียนและเสียงหัวเราะจากทั้งห้อง หรือการถูกกันออกจากกลุ่มเพื่อน อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่สำหรับใครคนหนึ่ง

มันอาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อยากตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

นั่นทำให้เราในฐานะผู้ใหญ่ ต้องกลับมาตั้งคำถามร่วมกันว่า

เรากำลังสร้าง “หมู่บ้าน” แบบไหนให้กับเด็ก ๆ ?

 

การรังแก (bullying) ไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบที่ชัดเจนเสมอไป

บางครั้งมันเงียบมาก เงียบจนแทบไม่มีใครรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

มันอาจเป็นแค่สายตา แค่การหัวเราะที่ตรงจังหวะเวลาพอดี

แค่การที่ไม่มีใครเลือกนั่งข้าง ๆ หรือการถูกกันออกจากกลุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า จนเด็กคนหนึ่งเริ่มเชื่อว่า การอยู่คนเดียวคือ “เรื่องปกติของตัวเอง”

โรงเรียนต้นกล้าพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา 

เพราะการเงียบต่อเรื่องนี้ คือสิ่งที่ทำให้การรังแกยังคงดำรงอยู่ต่อได้

 

เด็กทะเลาะกัน เถียงกัน แย่งของกัน นั่นเป็นเรื่องปกติของการเติบโต

การรังแกต่างออกไป มันเกิดซ้ำ มีความตั้งใจ และเกิดขึ้นภายใต้ความไม่เท่าเทียมของอำนาจระหว่างคนที่ทำ กับคนที่ไม่สามารถหยุดมันได้

ในรูปแบบทั้งทางร่างกาย ทางวาจา การกีดกัน การนินทา

และในยุคนี้ยังมีหน้าจอเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ผู้ถูกกระทำมักเงียบ

และความเงียบนั้นมักถูกตีความผิด ๆ ว่าไม่เป็นไร

 

เรามักถามว่าใครเป็นคนทำ และทำอะไร แต่แทบไม่ค่อยถามว่า ก่อนที่เด็กคนนั้นจะทำสิ่งนั้น เขาผ่านอะไรมา?

งานวิจัยจาก NIH (National Institutes of Health, 2023) ชี้ให้เห็นว่าเด็กที่แสดงพฤติกรรมรังแกผู้อื่น มักเป็นเด็กที่กำลังแบกรับบางอย่างอยู่เช่นกัน บางคนผ่านความรุนแรงหรือความกดดันภายในบ้าน บางคนยังไม่มีทักษะพอที่จะจัดการกับความโกรธ ความกลัว หรือความรู้สึกด้อยค่าของตัวเอง ความคับคั่งที่ไม่มีทางออก จึงกลายเป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนรอบข้างเจ็บปวดแทน

และมีอีกสิ่งหนึ่งที่งานวิจัยพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือเรื่องของการเลียนแบบ

Albert Bandura นักจิตวิทยาผู้พัฒนา Social Learning Theory ได้พิสูจน์ผ่านการทดลองหลายชุดว่า เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพฤติกรรมก้าวร้าว แต่เรียนรู้จากการสังเกตผู้คนรอบตัว โดยเฉพาะผู้ที่เขารักและเชื่อใจ ผู้ใหญ่ที่แก้ปัญหาด้วยการข่มขู่ ใช้คำพูดเสียดแทงเวลาโกรธ หรือที่แสดงให้เห็นว่าคนแข็งแรงกว่าสามารถกำหนดกฎของคนอ่อนแอกว่าได้ กำลังสอนบทเรียนที่เด็กจะนำไปใช้ในสนามเด็กเล่นโดยไม่รู้ตัว

 

แล้วเราจะเป็น หมู่บ้านที่ดี ให้กับเด็ก ๆ อย่างไร 

ในโรงเรียน ที่ทำงาน ครอบครัว ระหว่างเพื่อน ระหว่างคนรัก

เกือบทุกคนเคยเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ บางครั้งโดยไม่รู้ตัว

ผู้ใหญ่คือทั้งต้นเหตุและทางออกของเรื่องนี้ในเวลาเดียวกัน เราเป็นต้นแบบที่เด็กสังเกตทุกวัน ทั้งวิธีที่เราพูดถึงคนอื่น วิธีที่เราแสดงออก วิธีที่เราปฏิบัติต่อคนที่มีอำนาจน้อยกว่า ทุกสิ่งเหล่านั้นคือบทเรียนที่เด็กรับไปโดยไม่ต้องมีใครสอน

ในขณะเดียวกัน เราก็เป็นคนที่เด็กจะหันมาหาเมื่อเขาไม่รู้จะไปทางไหน
คำถามคือ เขาจะกล้าหันมาหาเราไหม?

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการสังเกต และ พูดคุย เมื่อเห็นเด็กเงียบผิดปกติ การถามว่า “วันนี้เป็นยังไงบ้าง?” แล้วรอฟังจริง ๆ หรือแค่การระวังว่าเราเองเป็นแบบอย่างอะไรให้เขาอยู่ 

 

Ministry of Happiness

โรงเรียนต้นกล้าพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กแต่ละคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความแตกต่าง

เมื่อเด็กเติบโตในพื้นที่ที่เขารู้สึกปลอดภัยและมีความสุขโอกาสที่เขาจะส่งต่อความเจ็บปวดให้คนอื่นก็ลดลงไปด้วย

และแม้เราไม่อาจทำให้การกลั่นแกล้งหายไปได้อย่างสิ้นเชิงหรือเป็นศูนย์ สิ่งที่ทำได้คือการเข้าใจสาเหตุ เข้าใจผลกระทบ และสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้มันเกิดได้ยากขึ้น และรับมือได้ดีขึ้นเมื่อเกิ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึก